ทัศนคติที่มีต่อแบรนด์ และจริตของผู้บริโภคไทย

1.คนไทยเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แต่รู้สึกแผ่วพลังศรัทธาในแบรนด์

ผลวิจัยพบว่าผู้บริโภคไทยรู้สึกเข้าถึงแบรนด์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยจะเห็นได้จากแนวโน้มคะแนนชี้วัดในเรื่องของ unapproachable ลดลงจาก 52% ในปี 2557 เหลือ 31 % ในปี 2561 ในขณะประเด็นเรื่องความรู้สึกเชื่อมั่นต่อแบรนด์โดยรวมลดลง โดยจะเห็นจากแนวโน้มคะแนนชี้วัดในเรื่อง trustworthy ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 85% ในปี 2557 ลดลงเหลือ 77% ในปี 2561 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาของเทคโนโลยีในยุคดิจิตอลส่งผลให้เกิดการแตกแขนงของช่องทางและรูปแบบการสื่อสารบนโลกดิจิตอล แบรนด์จำนวนมากเร่งรีบไล่ตามกระแสสังคม เข้าหาผู้บริโภคเพื่อสร้างการรับรู้ จนลืมที่จะคิดถึงจุดยืนของแบรนด์ที่เหมาะสมกับโอกาสและความต้องการของผู้บริโภค เกิดเป็นสภาวะที่เรียกว่า “จุดยืนของแบรนด์บกพร่อง” กล่าวคือ การที่ผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ถึงจุดยืนของแบรนด์ที่มีบทบาทต่อชีวิตพวกเขา จนทำให้แบรนด์ไม่เป็นที่จดจำในใจของผู้บริโภค และขาดพลังการศรัทธาในแบรนด์

2.คนไทยภูมิใจและยอมรับในแบรนด์สัญชาติไทย แต่มองหาความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์

จากข้อมูลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของแบรนด์สัญชาติไทยที่แข็งแกร่งที่สุด 50 อันดับแรกนั้น มีค่า Esteem ที่สูงถึง 94% แสดงให้เห็นว่าคนไทยยอมรับและภาคภูมิใจในแบรนด์สัญชาติไทยเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเรานำ 50 อันดับแรกของแบรนด์สัญชาติไทย และแบรนด์อินเตอร์มาเปรียบเทียบกัน พบว่าค่า Energized Differentiation ของแบรนด์อินเตอร์สูงกว่าแบรนด์สัญชาติไทยอยู่เกือบ 20% จึงเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ไทยในการพัฒนาให้ขึ้นมาทัดเทียมกับแบรนด์อินเตอร์ด้วยการเพิ่มพลังความแตกต่างในแบรนด์ของตนอย่างไม่หยุดนิ่ง

3.คนไทยสามวัยชื่นชอบแบรนด์เดียวกัน แต่มองเห็นคุณค่าของแบรนด์ในมุมที่แตกต่างกัน

ผลวิจัยพบว่าแบรนด์ที่มีความโดดเด่นขึ้นเป็น Top Performance ในทัศนคติของกลุ่มคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นแบรนด์เดียวกันกับกลุ่ม Gen X (อายุ 39 – 59 ปี) และ กลุ่ม Gen Y (อายุ 21 – 36 ปี) ซึ่งตกอยู่ในประเภทเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ อย่างไรก็ตามแต่ละวัยรู้สึกชื่นชอบแบรนด์ในมุมที่แตกต่างกัน กล่าวคือ กลุ่ม Baby Boomer รู้สึกว่าแบรนด์ที่ติด Top Performance ต้องให้ความรู้สึกมั่นคง และ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่กลุ่ม Gen X รู้สึกว่าแบรนด์ที่ติด Top Performance ต้องสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ และความทันสมัย ส่วนกลุ่ม Gen Y รู้สึกว่าแบรนด์ที่เป็น Top Performance ต้องช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้ความอิสระ และทำให้ความรู้สึกเป็นกลุ่มก้อน

4.เพราะเมืองไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ และอย่ามองคนต่างจังหวัดแบบเหมารวม

จำนวนประชากรในกรุงเทพฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 16% ของจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ ในขณะที่สัดส่วนของจำนวนประชากรในต่างจังหวัดคิดเป็น 84% ของจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ และมูลค่าการจับจ่ายของคนต่างจังหวัดมีมากถึง 307,000 ล้านบาท จากข้อมูลวิจัยพบว่าทัศนคติของคนกรุงเทพ และ ต่างจังหวัดที่มีต่อแบรนด์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะ ซึ่งสะท้อนมาจากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง แบรนด์ Top 10 ที่โดดเด่นในใจของคนกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด โดยคนกรุงเทพฯ มองว่าแบรนด์ที่โดดเด่นมีลักษณะเป็นผู้นำที่เก่งกาจ ในขณะที่คนต่างจังหวัดมองว่าแบรนด์ที่โดดเด่นต้องมีลักษณะเป็นมิตร ไม่ถือตัวและคอยช่วยเหลือ แต่ประเด็นที่กลุ่มคนกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมองเหมือนกัน คือ แบรนด์ที่โดดเด่นต้องมีลักษณะเป็นแบรนด์ที่ห่วงใยลูกค้า และนำเสนอคุณค่าที่ดีให้กับผู้บริโภค หากเจาะลึกลงไปยังมุมมองของคนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกลุ่มโสดและแต่งงานพบทัศนคติที่มีต่อแบรนด์แตกต่างอย่างมีนัยยะ กล่าวคือ กลุ่มคนต่างจังหวัดที่โสดมองว่าแบรนด์ที่โดดเด่นจะต้องให้คุณค่าความสนุกสนาน แต่กลุ่มคนต่างจังหวัดที่แต่งงานแล้วมองว่าแบรนด์ที่โดดเด่นต้องสามารถสร้างความมั่นใจ ในขณะที่กลุ่มคนกรุงเทพฯที่โสดและแต่งงานแล้วมีทัศนคติต่อแบรนด์ที่โดดเด่นในมุมที่คล้ายกัน คือ แบรนด์ต้องมีความเป็นผู้นำที่มีเสน่ห์

5.คนไทยมองว่าแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Icon) ต้องแข็งแกร่งเชิงคุณค่า และมีบทบาทบนโลกโซเชียล

แบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมครองใจมหาชน และมีอิทธิพลต่อคนในสังคม หรือสร้างกระแสนิยมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมได้ ซึ่งแบรนด์นั้นจะมี Brand Equity ที่สูง หมายความว่ามีความแข็งแรงทั้ง 4 pillars ประกอบด้วย Energized Differentiation , Relevancy , Esteem และ Knowledge และเป็นแบรนด์ที่มี Social Performance ที่สูงหรือเป็นแบรนด์ที่มีบทบาทบนโลกโซเชียล กล่าวคือ มี Number of Fan และ Number of Share บนโลกโซเชียลในสัดส่วนที่สูง เป็นแบรนด์ที่ถูกพูดถึงบนโลกโซเชียลในเชิงบวก (Sentiment) และเป็นแบรนด์ที่สร้าง Engagement บนโลกโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ

6.คนไทยจับจ่ายจากช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น แต่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่องทาง

จากผลวิจัยสามารถจำแนกประเภทนักช็อปออกเป็น 6 ประเภท ซึ่งนักช็อปชาวไทยส่วนใหญ่เป็นประเภทแสวงหาความสะดวกสบาย ดังนั้นจึงเลือกซื้อสินค้าจากหลากหลายช่องทางมากขึ้น ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ อย่างไรก็ตามนักช็อปคาดหวังประสบการณ์ในการช็อปปิ้งที่แตกต่างกันในแต่ละช่องทาง หากเป็นช่องทาง Hypermarket ต้องเข้าถึงง่าย และได้ข้อเสนอที่คุ้มค่า ในขณะที่ช่องทาง Convenience Store นักช็อปคาดหวังความสะดวก แต่ก็ต้องการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นมิตร ส่วน Department Store ต้องแสดงถึงความทันสมัย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักช็อป และ E-commerce เป็นช่องทางที่นักช็อปใช้อัพเดทสินค้าและโปรโมชั่นใหม่ๆ

เพิ่มเติม : http://www.ranksocialdigital.co.th/our-services/seo/

การร้อยไหมทำให้หน้าเรียว(ไหมก้างปลา)

ร้อยไหม เป็นวิธีการศัลยกรรมแบบหนึ่ง เป็นการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และมีผลข้างเคียงน้อยไหมที่ใช้สำหรับทำใบหน้าให้เรียวสวย ส่วนใหญ่เป็น “ไหมละลาย” ซึ่งเป็นการยกกระชับ เก็บเหนียง ปรับรูปหน้าทำให้ใบหน้าเรียว (V-Shape) ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าจริงๆ ควรเลือกใช้ ไหมละลายแบบมีเขี้ยวมากกว่า ซึ่งการรักษาจะใช้ไหมมีเขี้ยวเกี่ยวชั้นใต้ผิวหนังและดึงขึ้น เพื่อล็อกเนื้อเยื่อ

โดยใช้ปริมาณเต็มที่ ไม่เกิน 10 เส้น ก็สามารถปรับโครงสร้างใบหน้าได้ หลังจากรับการร้อยไหมแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไหมออกไปภายใน 6 เดือน

และจะกระตุ้นเซลล์ ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนให้มาพันรอบแนวเส้นไหม ซึ่งทำให้ผิวมีการดึงรั้งการร้อยไหม จะทำให้ผิวจึงเต่งตึงเรียบกระชับ และปรับรูปให้หน้าเรียวขึ้น ช่วยทำให้เลือดไหลเวียน ไปยังบริเวณดังกล่าวได้ดีขึ้น

ซึ่งการร้อยไหมด้วยไหมละลาย จึงเป็นการฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมกับยกกระชับให้ใบหน้าเรียว ไปในตัว

ข้อดีของการร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม คือ ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการ ร้อยไหม สามารถอยู่ได้นานและสามารถทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ

ซึ่งการร้อยไหม นอกจากจะเห็นผลทันที หลังทำแล้ว ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที

ขณะที่ไหมละลาย อยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้น สร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงยกกระชับมากขึ้น และได้ผลต่อเนื่องนาน

ข้อเสียของการร้อยไหม

ข้อเสียของการร้อยไหม คือ เจ็บ แต่มีการฉีดยาชา และหลังจากร้อยไหม อาจอาการบวมแดง รอยช้ำตามแนวการสอดไหม

หากเจอคลินิกที่ ใช้ไหมที่ไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม

การร้อยไหมนั้น ยังไม่มีหลักฐาน ทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหน และผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา

ผลข้างเคียงการร้อยไหมที่ไม่ไดมาตรฐานคือ เห็นและคลำปมไหมได้ และเห็นปลายไหมโผล่ชัดเจนการร้อยไหมทอง ไม่สามารถแก้ไข หรือเอาออกได้ เนื่องจาก ทองถูกพังผืดยึดเอาไว้ หากไปดึงออกมาก็จะทำให้ผิวบุ๋ม จนเสียโฉมได้ เหมือนดึงรากต้นไม้ขึ้นมาหน้าดินก็จะแตก